สินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

สินทรัพย์ดิจิทัล เป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ได้รับความสนใจและถูกจับตามองเป็นอย่างสูงในสังคมโลก เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ในรูปแบบใหม่ที่เหล่าประเทศมหาอำนาจได้ให้ความสนใจทั้งยังมีมูลค่าสูงขึ้นมากทุกปี โดยประเทศไทยนั้นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสนใจและมีความตื่นตัวต่อสินทรัพย์ดังกล่าวนี้เป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน

นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 เป็นต้นมา ได้มีข่าวต่างๆมากมายที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย โดยหนึ่งในข่าวสำคัญที่จะต้องกล่าวถึงคือการแถลงข่าวร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 25 มกราคม 2565 เกี่ยวกับการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ ซึ่งการแถลงข่าวดังกล่าวนี้อาจกล่าวได้ว่าส่งผลต่อการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศไทยได้สร้างความกังวลใจให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย แม้ว่าจะมีการเปิดให้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้แต่ก็สร้างความกังวลใจไม่น้อยต่อการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

มุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัล

สำหรับมุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศ ณ ปัจจุบัน ได้มีหลากหลายประเทศที่ออกมาให้ความเห็นต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศของตนซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งทาง ด็อกเตอร์ โรลองด์ อามูซู เกอโน (Dr. Roland Amoussou-Guenou) หุ้นส่วนของ บริษัท โววอง แอนด์ แอสโซซิเอส์ จำกัด, หัวหน้าฝ่ายกฎหมายดิจิทัลและกฎระเบียบเกี่ยวกับคริปโทเคอเรนซี่ ผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจเป็นอย่างมากต่อสินทรัพย์ดิจิทัล ได้ทำการศึกษาและให้คำนิยามเกี่ยวกับมุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลของแต่ละประเทศไว้ ดังเช่น

1.  สหรัฐอเมริกา : สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ (National Security)”

2.  รัสเซีย : สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นเรื่อง “ผลประโยชน์ของชาติ (National Interest)”

3.  จีน : สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นเรื่อง “ต้องห้ามระดับชาติ (National ban)”

4.  เอลซัลวาดอร์ : สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นเรื่อง “อำนาจอธิปไตยของชาติและเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (National Sovereignty and Legal Tender)”

5.  ไทย : สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นเรื่อง “โอกาสสำคัญของชาติ (National Opportunity)”

6.  โปรตุเกส : สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นคือ “สวรรค์แห่งภาษีของชาติ (National Tax Heaven)”

เมื่อลองเปรียบเทียบดูแล้วสามารถเห็นได้ว่าแต่ละประเทศนั้นมีมุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่แตกต่างกันออกไปโดยบางประเทศมองว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นโอกาสสำคัญของประเทศ แต่ก็มีบางประเทศที่มองว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงและต้องได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ

สำหรับมุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้มีความเห็นต่อสินทรัพย์ดิจิทัลว่าเป็น “ความกังวลระดับสากล (International Concern)” ซึ่งมีความเห็นที่ค่อนข้างแตกต่างกับรัสเซีย ไทย และ โปรตุเกสด้วยเหตุที่ว่าการมาถึงของสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นอาจกระทบต่ออำนาจในการควบคุมเสถียรภาพทางการเงินของทั้งสองหน่วยงานแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การที่จะตอบว่าแต่ละประเทศนั้นจะให้มุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร หรือความเป็นไปได้ที่จะอนุญาตให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการหรือไม่ในอนาคตก็คงไม่อาจให้คำตอบได้โดยง่าย

สินทรัพย์ดิจิทัลคืออะไร

หากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายมากที่สุดนั้น สินทรัพย์ดิจิทัลคือสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาจากการเขียนและสร้างรหัสทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้เป็นพิเศษอันทำให้แตกต่างจากการสร้างรหัสทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆไป โดยมูลค่านั้นจะมาจากการสร้างด้วยระบบคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ด้วยความที่สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่พึ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานหากเทียบกับสินทรัพย์รูปแบบอื่นๆ แต่กลับได้รับความสนใจเป็นอย่างมากสำหรับเหล่านักลงทุนในปัจจุบันเนื่องจากเป็นสิ่งที่เหล่านักลงทุนมองเห็นถึงมูลค่าและต่างคาดการณ์ไว้ว่าสามารถสร้างความร่ำรวยจากสินทรัพย์ดิจิทัลได้

สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อดังจะเห็นได้จากจำนวนของคริปโทเคอเรนซี่ (Cryptocurrencies) ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่หากกล่าวถึงคริปโทเคอเรนซี่ คนมักจะคิดถึงชื่อ BitCoin หรือ Ethereum เป็นอันดับแรกๆ แต่ ณ ตอนนี้กลับมีคริปโทเคอเรนซี่ใหม่ๆที่ได้รับความนิยมจากเหล่านักลงทุน โดยในประเทศไทยนั้นก็คงต้องกล่าวถึง KubCoin  คริปโทเคอเรนซี่สัญชาติไทย ที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทฯ บิทคับ ยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทย ที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย

จากเดิมที่คริปโทเคอเรนซี่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆแทนเงินตรารูปแบบเดิมที่มีอยู่ แต่ก็ได้มีการสร้างคริปโทเคอเรนซี่บางสกุลที่สร้างขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อความสนุกสนานและขบขัน โดยหลายๆท่านอาจเคยได้ยินชื่อ Dogecoin ซึ่งเดิมทีได้สร้างขึ้นมาเพื่อความสนุกสนานและความขบขัน แต่กลับกลายเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งยังได้รับความเชื่อถือจากบริษัทชั้นนำบางบริษัทในต่างประเทศ จนในตอนนี้อาจกล่าวได้ว่า Dogecoin นั้นถือเป็นอีกหนึ่งเหรียญมีความน่าสนใจในการลงทุน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแม้ว่าคริปโทเคอเรนซี่จะถูกสร้างขึ้นไม่ว่าจะเพื่อการซื้อขาย ลงทุนหรือเพื่อความสนุกสนานขบขัน แต่ก็มีผู้ไม่หวังดีบางรายที่ได้สร้างคริปโทเคอเรนซี่ขึ้นมาเพื่อหลอกเอาเงินจากเหล่านักลงทุนด้วยการสร้างข่าว สร้างกระแส หรือสร้างขึ้นมาโดยอาศัยข่าวใหญ่ๆที่ได้รับความสนใจในคนหมู่มาก เพื่อให้คริปโทเคอเรนซี่ดังกล่าวมีมูลค่าสูงกว่าที่ควรจะเป็นเพื่อดึงดูดและหลอกเงินจำนวนมหาศาลจากเหล่านักลงทุน หลังจากได้เงินจำนวนมากพอก็จะทำการปิดตัวเหรียญและนำเงินทั้งหมดที่ได้รับมาจากเหล่านักลงทุนหนีหายไป (เหล่านักลงทุนเรียกการกระทำแบบนี้ว่า Scam หรือ Rug Pull) ซึ่งเป็นการกระทำความผิดทางอาญาที่ต้องกล่าวถึง

ความกังวลและปัญหาที่เกิดขึ้น

เมื่อความนิยมต่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นปัญหาต่างๆก็ได้เพิ่มขึ้นตามความนิยมดังกล่าว ซึ่งรัฐก็จำต้องออกกฎหมายหรือกฎระเบียบมาควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อควบคุมหรือป้องกันความเสียหายต่อตัวนักลงทุนเองหรือต่อประเทศชาติ ดังจะเห็นได้จากการที่หลายๆประเทศได้ออกกฎหมายหรือระเบียบต่างๆทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัล เช่นประเทศเอลซัลวาดอร์ที่ได้อนุญาตให้ประชาชนในประเทศใช้ bitcoin ในการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆในประเทศได้ หรือดังเช่นสหรัฐอเมริกาที่ได้ออกมาเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายคริปโทเคอเรนซี่ และประเทศไทยมีการประกาศพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ไว้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับแรกๆของโลก ซึ่งได้วางแนวทางและรากฐานสำคัญสำหรับการทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไว้เป็นอย่างดี โดยมีการให้คำนิยาม ประเภท การกำกับดูแล หน้าที่ กระบวนการซื้อขายและบทลงโทษไว้ได้อย่างชัดเจน ครอบคลุมและเพียงพอต่อการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ทั้งนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้มีการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์จำนวนหนึ่งในประเทศไทยสามารถให้การสนับสนุนต่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยได้โดยเหล่านักลงทุนสามารถเปิดบัญชีกับธนาคารดังกล่าวและเชื่อไปยังบัญชีบนแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลได้เพื่อทำให้สามารถลงทุนและแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้โดยง่าย

แต่อย่างไรก็ตามการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบที่มีความเหมาะสมและครอบคลุมสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภทนั้นก็คงเป็นการยากเนื่องจากความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของสินทรัพย์ดิจิทัล ดังจะเห็นได้จากพระราชกำหนดดังกล่าวที่ไม่ได้กล่าวถึง โทเคนที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ (Non-Fungible Token) หรือ NFT ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ และแม้ว่าพระราชกำหนดดังกล่าวจะไม่ได้ครอบคลุมถึง NFT แต่ในภายหลังทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และดูแลตลาดหลักทรัพย์ก็ได้มีการออกประกาศฉบับที่ กธ. 18/2564 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 11) อันมีเนื้อหาหลักคือห้ามศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ลิสต์โทเคนที่เข้าข่าย Meme, NFT, Fan Token โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้มีผลทันทีในวันที่ 11 มิถุนายน 2564

ความกังวลที่มีต่ออำนาจของธนาคารกลาง

การมาถึงของสินทรัพย์ดิจิทัลที่อาจก่อให้เกิดวิธีการชำระเงินรูปแบบใหม่ก็อาจส่งผลกระทบต่ออำนาจในการควบคุมเงินตราของธนาคารกลางในแต่ละประเทศซึ่งมีหน้าที่หลักในในการรับรองนโยบายทางการเงินและความมั่นคงทางการเงินของประเทศ ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1.  มีการสร้างมูลค่าใหม่และระบบการกระจายความมั่งคั่งใหม่ที่จะมาแทนระบบเดิม

2.  ธุรกรรมที่สร้างขึ้นภายใต้ระบบสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นจำต้องชำระด้วยสกุลเงินดิจิทัลภายใต้เงื่อนไขบางประการ

3.  ความเชื่อมั่นในสกุลเงินและการชำระเงินนั้นอาจดำเนินการร่วมกับสกุลเงินที่กำหนดไว้โดยรัฐได้

4.  วิธีการชำระเงินนั้นเริ่มมีการกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง กล่าวคือผู้คนสามารถรับและจ่ายเงินได้โดยไม่จำต้องพึ่งธนาคารอีกต่อไป

แม้จะมีข้อถกเถียงกันว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นไม่ใช่เงินตราที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งก็เป็นจริงในทางทฤษฎีเพราะว่าไม่ได้มีการรับรองโดยบางรัฐหรือบางประเทศอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์นั้นก็เป็นเพียงแค่กระดาษและเหรียญโลหะธรรมดาที่อาจไม่ได้มีมูลค่าแต่อย่างใด แต่เมื่อรัฐได้ให้การรับรองและให้ความเชื่อมั่นว่ากระดาษและเหรียญโลหะที่รัฐได้สร้างขึ้นนั้นจะมีมูลค่าตามที่ได้ตราไว้ กระดาษและเหรียญโลหะเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่สามารถนำไปใช้ในการซื้อขายทั้งสินค้าและบริการต่างๆตามที่รัฐได้ให้การรับรองไว้ และหากนำมาเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว แม้รัฐจะไม่ได้เป็นผู้ให้การรับรองสินทรัพย์ดิจิทัล แต่การใช้เทคโนโลยีบล๊อคเชน (blockchain) เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบวนการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลก็เปรียบเสมือนการรับรองและการให้ความเชื่อมั่นในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งหากนำมาเทียบเคียงกันแล้วก็มีความแตกต่างจากรับรองโดยรัฐเพียงบางส่วนเท่านั้น

การห้ามใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

แม้ว่าประเทศไทยจะมีการถกเถียงและหารือเกี่ยวกับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมาเป็นเวลานานรวมถึงการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนเพื่อทำการศึกษาผลดีและผลเสียจากการดำเนินการดังกล่าว แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ออกประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กธ. 5/2565 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องไม่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าหรือบริการ ลงวันที่ 18 มีนาคม 2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2565 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เหตุผลในการออกประกาศฉบับนั้นก็เนื่องมาจากจากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงยังมีความเสี่ยงต่อประชาชนและธุรกิจอีกด้วย โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1.  ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภท ต้องไม่ให้บริการหรือกระทำการอันมีลักษณะที่เป็นการสนับสนุนหรือส่งเสริมการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ดังเช่น

- การโฆษณา การชักชวนหรือแสดงตนว่าพร้อมให้บริการชำระค่าสินค้าหรือบริการแก่ร้านค้า

- การจัดทำระบบหรือเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการชำระค่าสินค้าและบริการ

- การเปิดกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ

- การโอนเงินบาทจากบัญชีของลูกค้าไปยังบัญชีของบุคคลอื่น

- การโอนสินทรัพย์ดิจิทัลจากบัญชีของลูกค้าไปยังบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บัญชีของลูกค้าเพื่อการชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล

2.  กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลพบว่า ลูกค้าใช้บัญชีที่เปิดไว้เพื่อการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าและบริการ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งเตือนเกี่ยวกับการใช้บัญชีผิดวัตถุประสงค์และไม่ตรงกับเงื่อนไขการให้บริการ และดำเนินการแก่ลูกค้าที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการให้บริการ ซึ่งรวมถึงระงับการให้บริการชั่วคราว ยกเลิกการให้บริการหรือดำเนินการอื่นใดในทำนองเดียวกัน 

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าประกาศดังกล่าวนี้ยังรวมถึงกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้มีการให้บริการไว้ก่อนแล้วตาม 1. หรือ 2. ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่หลักเกณฑ์ได้กำหนดไว้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ กล่าวคือผู้ให้บริการรายใดที่ได้กระทำการต้องห้ามตามประกาศดังกล่าวนี้จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 อย่างไรก็ดี ประกาศดังกล่าวนี้ก็ห้ามเพียงแค่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงบุคคลธรรมดาที่ประสงค์จะใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการชำระค่าสินค้าหรือบริการระหว่างกันเอง (B2B) ทั้งยังเป็นการยากสำหรับหน่วยงานต่างๆที่จะเข้าไปกำกับดูแล

มุมมองต่ออนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

หลังจากนี้ไปเหล่านักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลชาวไทยต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของหน่วยงานต่างๆอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆขึ้นมากำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล การปรับเปลี่ยนกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สอดคล้องกับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงทิศทางการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

ทางด็อกเตอร์ โรลองด์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องนี้ไว้ว่า ประเทศไทยอาจเสียความเป็นผู้นำและความน่าดึงดูดในการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียนไปเนื่องจากข้อกำหนดต่างๆที่จำกัดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และเป็นที่น่าเสียดายมากเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้มีการประกาศกฎระเบียบอันเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกอจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความชัดเจนตั้งแต่ปี 2561 ก่อนประเทศแถบยุโรป โดยทางด็อกเตอร์ โรลองด์ นั้นเชื่อว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และธนาคารหางประเทศไทยนั้นจะมีการพิจารณาเกี่ยวกับการห้ามใช้ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าหรือบริการอีกเพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยในอนาคต